ฉันเคยนึกอิจฉาคุณแก้ว ผู้หญิงที่ติดเชื้อเอชไอวีจากการมีเพศสัมพันธ์เพียงครั้งเดียว แล้วเธอยังมีกำลังใจในการดำรงชีวิตและเขียนหนังสือชื่อ "แก้วไดอารี่" เป็นกำลังใจให้คนอื่นอีกมากมาย สิ่งที่ฉันอิจฉาไม่ใช่กำลังใจอันแข็งแกร่งที่คุณแก้วมี แต่เป็นการรู้ล่วงหน้าว่าเรายังมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้อีกกี่วัน เราจะได้จัดการกับเวลาที่มีอยู่ได้อย่างไม่ประมาท ทุกวันนี้มนุษย์เรามีชีวิตอยู่ด้วยความประมาท สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราเป็นเช่นนั้นเพราะเราคิดว่า เรามีเวลาเหลือเฟือจนเราใช้มันอย่างฟุ่มเฟือย

                ฉันกลับรู้สึกโชคดีหากมีคนมาพยากรณ์วันสุดท้ายในชีวิตให้ ฉันจะได้จัดการกับสิ่งเดียวที่ฉันเป็นเจ้าของมันอย่างแท้จริง คือ ชีวิตของฉัน

                สิ่งแรกที่ฉันจะทำในแผนการดำเนินชีวิตอีกหกเดือนที่ฉันมี คือฉันต้องระงับภาระและพันธะของสังคมที่เกี่ยวพันตัวฉันอยู่ นั่นก็คือ หน้าที่การงานและการเรียน เพื่อให้ฉันได้กลับมาใช้ชีวิตเพื่อตัวฉันเองให้มากที่สุด อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันและควรเป็นสิ่งแรกที่ควรทำคือ การระงับจิตใจให้ยอมรับว่าในชีวิตฉันเหลือเพียงหกเดือนแล้วจริงๆ หากมสามารถควบคุมจิตใจได้ แผนที่วางเอาไว้อาจจะล้มไม่เป็นท่า

                เมื่อฉันหยุดพันธะทางสังคมได้แล้ว ฉันก็จะเริ่มใช้ชีวิตที่ชาวบ้านชาวช่องให้คำจำกัดความว่า "เสเพล" กิน เที่ยว เล่น เต้นระบำ ไปกับความรื่นรมย์ของสังคมเมืองแวดล้อมด้วยเพื่อนที่รัก ฉันให้เวลากับสภาพคนกรุงสามสิบวัน โดยในแต่ละวันฉันจะไม่ลืมจดบันทึกเรื่องราว ความนึกคิดและการมองโลกในแต่ละวันเอาไว้

                เริ่มต้นวันที่สามสิบเอ็ด การใช้ชีวิตคนกรุงสุดโต่งสิ้นสุดลงพร้อมกับการเริ่มต้นของนักเดินทางขึ้นเหนือและเดินทางลงใต้  ขอสงวนไม่ไปภาคอิสาน ตะวันออก และตะวันตก เนื่องจากในช่วงเวลานั้นควรจะตรงกับเวลาปลายฝนหนาวพอดี เป็นเวลาที่น่าเที่ยวที่สุด เวลาหกสิบวันเป็นเวลาที่ฉันจะเดินทางเพื่อยู่กับตัวเอง  เพื่อพูดคุยกับตัวเองและรู้จักตัวเอง เพื่อชดเชยเวลาที่ผ่านมาที่เรามักอยู่เพื่อผู้อื่น พูดคุยกับผู้อื่นมากมาย และให้รางวัลตัวเองด้วยการพาตัวเองไปยังที่ๆอยากไปให้หมดความอยาก

                อีกเก้าสิบวัน ฉันจะให้เวลาอยู่กับครอบครัวและคนที่รักเพื่อนให้ตัวฉันได้เป็นประโยชน์กับคนที่ฉันรักและรักฉันบ้าง หลังจากที่ใช้เวลาเก้าสิบวันแรกไปกับการปรนเปรอตัวเองอย่างที่สุดแล้ว และจะไม่ลืมที่จะบันทึกชีวิตทุกๆวันลงในสมุด เพื่อวันที่หนึ่งร้อยแปดสิบแปด วันที่ฉันอ่านหนังสือทุกเล่มที่ตั้งใจไว้จบลง วันนั้นฉันกำลังพลิกสมุดบันทึกเล่มคุ้นตาพลิกขึ้นอ่าน"ความเป็นฉัน"  เมื่อหนึ่งร้อยเก้าสิบเก้าวันก่อน จนถึง"เมื่อวาน" และหากมีเวลาพอ ฉันจะลงมือบันทึก "วันที่หนึ่งร้อยแปดสิบ"ด้วยมือของฉันเอง

 

 

edit @ 29 Jun 2008 21:04:13 by pearwow

going to the moon and back

posted on 29 Jun 2008 20:52 by pearwow  in article
 

               หากข้าพเจ้าสามารถเดินทางไปสู่ไปอนาคตและมีชีวิตในช่วงเวลานั้นได้เป็นเวลาหนึ่งปีและสามารถกลับมาสู่ยุคปัจจุบันได้ ข้าพเจ้าก็อยากจะขอใช้สิทธินั้น แม้ว่าจะมีเงื่อนไขของความเสี่ยงถึงแก่ชีวิตมาเป็นจุดเบี่ยงเบนให้ไม่ได้ใช้สิทธินั้นก็ตาม

                ช่วงเวลาที่ข้าพเจ้าจะเลือกไปใช้ชีวิตอยู่จะเป็นช่วงเวลาที่ชาวพุทธเรียกว่า "กลียุค" ยุคก่อนที่พระศรีอาริย์เมตไตรจะมาโปรดชาวโลก เพราะข้าพเจ้าเป็นชาวพุทธจึงเลือกช่วงกลียุค หาใช่วันสิ้นโลกหรือ Judgment Day อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าก็เชื่อว่าเป็นช่วงเวลาเดียวกัน ช่วงเวลาแห่งความสิ้นหวังของคนส่วนใหญ่ เวลาแห่งการแก่งแย่งชิงดี เวลาแห่งความบริสุทธิ์ที่มนุษย์จะซื่อสัตย์ต่อความต้องการที่แท้จริงของตนที่จะอยู่รอดและเวลาแห่งความหวังสูงสุด ว่าสิ่งที่ดีใกล้จะเกิดขึ้นแล้ว  

                เหตุผลง่ายๆที่อยากไปอยู่ในช่วงเวลาที่คนหลายคนอยากจะไปนิพพานไปรอพระศรีอาริย์ก่อนแล้ว คือ อยากจะคลายความสงสัยในความเชื่อตามพระไตรปิฎกหรือพระคัมภีร์ของศาสนาใดๆที่กล่าวถึงวันสิ้นโลก วันที่มนุษย์ทั้งเฝ้ารอและหลีกหนี หากเป็นความจริงตามที่เชื่อกันมา จะได้มีโอกาสกลับมาปฏิบัติตนตามหลักศาสนาพุทธอย่างจริงจังและแท้จริง ไม่ใช่เป็นการเชื่อตามๆกันมา หรือเชื่อตามที่พระบอกอย่างที่เป็นกันอยู่ แต่หากไม่จริง ไม่มีใครลงจากท้องฟ้ามาสงเคราะห์เหล่ามนุษย์ที่เหลืออยู่บนโลกใบนี้จริง ก็คงมีความหวังว่าจะได้เห็นนวัตกรรมของมนุษย์ว่าจะพัฒนาไปตามความเจริญของยุคสมัยอย่างไร และพัฒนาการของมนุษย์ในเรื่องจิตใจและการอยู่ร่วมกันในสังคมว่าจะมีแนวโน้มเสื่อมถอยลงในแง่ศีลธรรม จริยธรรมมากน้องเพียงไร เป็นไปตามการพยากรณ์ของคนในสังคมมากแค่ไหน ถ้าหากในอนาคตผู้คนดำรงชีวิตกันอย่างสุขสบายกาย แต่ไม่สบายใจ อย่างน้อยเราก็ยังมีกำลังใจ แบบคนที่มาจากอดีต ว่าเรายังมีโลกที่อยู่กันอย่างสบายกายน้อยกว่า แต่สุขใจมากกว่าให้กลับไปอยู่

               แต่ก็นั่นหละ หากว่าข้าพเจ้าสามารถกลับมาสู่โลกปัจจุบันได้โดยสวัสดิภาพ!  

 

 

 

 

คืนนี้เป็นอีกคืนที่เราทะเลาะกัน...เรียกอย่างนั้นก็ได้... ทะเลาะกัน
แต่เป็นการทะเลาะกันที่ใจเย็นที่สุด...ของฉัน
ในความหมายของฉัน ยังไม่เรียกว่าเป็นการทะเลาะกันเสียด้วยซ้ำ  


ฉันเพียงแค่พยายามบอกกล่าวความรู้สึก โดยที่ไม่คิดจะเก็บเอาไว้เพียงเพื่อให้มันบั่นทอน...อะไรสักอย่างในตัวฉันที่มีต่อเขา และเรื่องของเรา....สำหรับฉัน ฉันเรียกมันว่าการแก้ปัญหา   

 

.........ฉันคิดว่ามันเป็นอย่างนั้น   

 

สำหรับเขา อาจจะเรียกว่าทะเลาะกัน.....ฉันไม่แน่ใจ      

 

คำถามต่อจากนี้คือ เรื่องที่ ทะเลาะกันจะบั่นทอน เราไปแล้ว...แค่ไหน 

หวังว่ามันจะไม่มาก.....สำหรับฉัน

 

 

edit @ 17 Jun 2008 10:28:03 by pearwow

we are okay :)

posted on 14 May 2008 21:48 by pearwow

yesterday night, we argued. 

one tried to talk
another tried to leave

one tried to be rational
another said it's emotinal

one tried to ask
another avoided to answer

one...silent
another...silent

 
we hung up silently
"sorry i just cannot do it" i thought to myself

our being individual hurt us

feeling raises, expectation raises
or shouldn't i expect, for self-defense?

decide  decide  decide
decide  decide  decide
decide  decide  decide
staring in the dark
decide  decide  decide
decide  decide  decide
decide  decide  decide

days without you should be okay, if it stops this soon.
i will be okay.
and we will be okay......


this morning, you called.
i know what you mean in your voice
just your ordinary tells me everything is okay
your voice tells me...we gonna be okay

we gonna be okay... :)

this evening, we met
a skywalk is so far without you
so short a time, so little we are together


but,
touching tells
eyes tell
kisses tell



still, we are okay   :)

edit @ 14 May 2008 22:50:27 by pearwow

หมุน หมุน หมุน

posted on 01 May 2008 18:12 by pearwow

นับถอยหลัง ความเปลี่ยนแปลงสองเปลี่ยนกำลังจะเกิดขึ้น 
แอบหวั่นใจ
จะรับมือไหวมั๊ย


พักยก อาศัยชีวิตแบบไม่รีบร้อนมาสักพัก
ถึงเวลา
หมุน หมุน หมุน
อีกครั้ง

 

 

หมุน หมุน หมุน